วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ดื่มกาแฟอย่างไร ให้เป็นยารักษาโรคอัลไซเมอร์ และโรคพาร์คินสัน

ดื่มอย่างไร ให้เป็นยารักษาโรคอัลไซเมอร์ และโรคพาร์คินสัน
วันนี้สังคมไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุไปเรียบร้อยแล้วและโรคประจำของสังคมผู้สูงอายุทั่วโลกก็คือโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer"s disease) ซึ่งเป็นโรคภาวะสมองเสื่อมที่พบมากที่สุดถึงร้อยละ 50-75 รองลงมาคือโรคพาร์คินสัน (Parkinson"s disease)
ในสังคมประเทศที่เจริญแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา คนอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไปมีอัตราป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ร้อยละ 10 ในขณะที่สังคมไทยพบร้อยละ 3.4 น้องๆ อเมริกาเลยทีเดียว
และความชุกของโรคจะพบมากขึ้นในสังคมที่มีผู้สูงอายุมากขึ้น ยิ่งกว่านั้นยังจะพบเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าทุกๆ 5 ปีหลังอายุ 65 ปีไปแล้ว เห็นได้จากสถิติอัตราเกิดโรคในผู้สูงอายุ 65-69 ปี พบผู้ป่วย 3 คนต่อ 1,000 คน อายุ 70-74 ปี พบ 6 คน ในขณะที่ อายุ 75-79 ปี พบ 9 คน ตามลำดับและพบผู้ป่วยหญิงมากกว่าชาย
ในหมู่คนไทยเราเรียกโรคนี้ง่ายๆ ว่า "โรคความจำเสื่อม" เพราะในระยะสุดท้ายของโรค ผู้ป่วยจะสูญเสียความจำทั้งหมด ต่อมาจะสูญเสียการทำงานต่างๆ ของร่างกายและเสียชีวิตในที่สุด
หลังจากความจำเสื่อมและสูญเสียความสามารถทางภาษาแล้ว ผู้ป่วยจะมีชีวิตโดยเฉลี่ย 10 ปี
แม้จะค้นพบโรคนี้มากว่า 100 ปี โดยจิตแพทย์ชาวเยอรมันชื่อ อาลอยส์ อัลไซเมอร์ (Alois Alzheimer) แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรค นอกจากพบว่ามีความผิดปกติของโครโมโซมและเป็นโรคที่สืบทอดทางพันธุกรรม
โรคนี้ยังไม่มีใครพบวิธีป้องกัน ทั้งยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้
ข่าวดีสำหรับผู้สูงอายุ มีการค้นพบเมื่อเร็วๆ นี้ว่า เครื่องดื่มสมุนไพรใกล้ตัวที่ช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อมได้ดีก็คือกาแฟถ้วย โปรดยามเช้าของทุกคนนั่นเอง เนื่องจากธุรกิจกาแฟแบรนด์ดังมีกำไรมหาศาล จึงมีทุนสนับสนุนงานวิจัยกาแฟว่ามีผลต่อสุขภาพของผู้ดื่มอย่างไร
แน่นอนผลเสียต่อสุขภาพของผู้เสพติดกาแฟ คือ ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง การสูญเสียความหนาแน่นของมวลกระดูก เช่น การเกิดภาวะกระดูกสะโพกหักซึ่งพบบ่อยในผู้หญิงสูงอายุ
ก่อนอื่นควรทำความรู้จักสายพันธุ์กาแฟที่ปลูกและใช้บริโภคในบ้านเราเล็กน้อย แม้ทั่วโลกมีสายพันธุ์กาแฟมากกว่า 50 ชนิด แต่ที่นิยมปลูกในไทยมี 2 พันธุ์ คือ อราบิก้า (Coffea arabica L.) และ โรบัสต้า (Coffea robusta L.)
สายพันธุ์แรกนั้นชอบขึ้นบนดอยสูงทางภาคเหนือของไทย จุดเด่นคือมีกลิ่นหอมชวนลิ้มลอง และมีปริมาณกาเฟอีนต่ำ
ส่วนสายพันธุ์หลังนั้นชอบพื้นที่ราบทางภาคใต้ จุดเด่น คือ มีรสชาติเข้มและมีกาเฟอีนสูงเป็นสองเท่าของพันธุ์อราบิก้า
กาเฟอีน (caffeine) เป็นสารแซนทีนอัลคาลอยด์ธรรมชาติ พบได้ในเครื่องดื่มหลายชนิด เช่น เมล็ดกาแฟ ใบชา เครื่องดื่มโคล่า เครื่องดื่มชูกำลัง และโกโก้ เป็นต้น แต่เมล็ดกาแฟเป็นแหล่งของกาเฟอีนที่ใหญ่ที่สุด
ส่วนเมล็ดกาแฟจะมีกาเฟอีนมากหรือน้อย นอกจากขึ้นอยู่กับสายพันธุ์แล้ว ยังขึ้นอยู่กับกรรมวิธีการคั่ว
เมล็ดกาแฟที่คั่วนานจนสีเข้มจะมีกาเฟอีนน้อยกว่าที่คั่วสุกแต่ใช้เวลาไม่นาน เพราะกาเฟอีนจะสลายไปในระหว่างการคั่วนั่นเอง
โดยทั่วไปแล้ว น้ำกาแฟ 150 ซีซีจากเครื่องต้มทำกาแฟไม่มีกระดาษกรองจะมีกาเฟอีนสูงที่สุดถึง 115 มิลลิกรัม
ในขณะที่กาแฟกรองมีกาเฟอีน 80 ม.ก.
และกาแฟสำเร็จรูป 65 ม.ก. ตามลำดับ
เนื่องจากกาแฟเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมดังกล่าวแล้ว จึงมีการศึกษาทางระบาดวิทยาในต่างประเทศจำนวนมากเพื่อหาความสัมพันธ์ของ พฤติกรรมการดื่มกาแฟกับผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น ในฟินแลนด์มีการศึกษาวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบไปข้างหน้าระยะยาวที่เรียกว่า โคฮอร์ต (cohort study) ซึ่งเก็บข้อมูลจากอาสาสมัครจำนวน 1,409 คนเริ่มต้นจากอายุเฉลี่ย 50 ปี เก็บข้อมูลไปข้างหน้า 21 ปี พบอาสาสมัครมีภาวะความจำเสื่อม 61 คน วินิจฉัยว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์ถึง 48 คน
ผลจากการวิเคราะห์พบว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟตั้งแต่มีอายุช่วงวัยกลางคนจนเข้าสู่วัยสูงอายุ มีแนวโน้มป่วยเป็นโรคความจำเสื่อมน้อยกว่าคนที่ไม่ดื่มกาแฟ
โดยดื่มกาแฟ 3-5 ถ้วย/วัน จะมีความเสี่ยงเป็นโรคลดลงประมาณร้อยละ 65
ในขณะที่มีการศึกษาระยะยาวแบบโคฮอร์ตเป็นเวลา 10 ปีในสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาการดื่มกาแฟกับความเสี่ยงเกิดโรคพาร์คินสัน มีอาสาสมัครชายหญิงรวมถึง 135,916 คน พบว่าฤทธิ์ของกาเฟอีนมีผลทำให้ระดับสารสื่อประสาทโดพามีน (dopamine) ในสมองเพิ่มขึ้น
ทำให้สมองตื่นตัวป้องกันการเป็นโรคพาร์คินสันได้ทั้งในหญิงและชายโดยดื่มกาแฟวันละ 1-3 ถ้วย
ข้อพึงระวังสำหรับสตรีก็คือ ต้องไม่ดื่มกาแฟร่วมกับฮอร์โมนเอสโตรเจนเพราะไม่เกิดผลเชิงบวกกรณีการป้องกันโรคพาร์คินสันเลย
นอกจากนี้ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูงไม่ควรดื่มกาแฟเลยเพราะมีโทษมาก รวมถึงไม่ควรดื่มกาแฟร่วมกับการรับประทานอาหารและยาเสริมธาตุเหล็ก สังกะสี แคลเซียม หรือยาแก้ปวดแก้ไข้ สำหรับปริมาณการดื่มกาแฟไม่เติมน้ำตาลต่อวันไม่ควรเกิน 1-2 ถ้วย (ถ้วยละ 150 ซีซี มีกาเฟอีนเฉลี่ย 115 ม.ก./ถ้วย) และควรดื่มกาแฟสดแบบกรอง จึงจะเกิดประโยชน์ทางยาสูงสุด เพราะถ้าบริโภคมากกว่านี้หรือดื่มกาแฟชนิดอื่นจะเกิดโทษมากกว่าคุณ
ท่านผู้อยู่ในวัย 50 ต้นๆ ทุกเช้าควรดื่มกาแฟสดกรองเพียง 1 ถ้วยเป็นประจำ เพื่อเตรียมตัวใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในสังคมผู้สูงอายุอย่างเป็นสุขปลอดพ้น จากภาวะระบบประสาทเสื่อมตราบเท่าอายุขัย
อ้างอิงจาก http://women.sanook.com/36777/

10 พฤติกรรมทำให้ยิ่งกินเยอะ


1. ไม่ทานข้าวเช้า

การไม่ทานข้าวเช้า ดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยลดแคลอรี่ในแต่ละวันได้ แต่พอมื้อถัดไปอย่างมื้อเที่ยง คุณจะยิ่งหิวและอยากกินมากเข้าไปใหญ่ ถ้าคุณไม่มีเวลาเตรียมเมนูอาหารที่ดีต่อสุขภาพในช่วงเช้า ขอแนะนำให้เตรียมอาหารไว้ล่วงหน้าก่อนเลย จะได้ไม่ต้องพลาดอาหารเช้า แล้วมาหิวยิ่งขึ้นในมื้อถัดไปอีก
2. ทานหน้าจอ
การนั่งทานอาหารหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือหน้าจอโทรทัศน์ จะยิ่งทำให้คุณกินมากเข้าไปอีก เพราะการดูโทรทัศน์และการทานอาหารนั้นเป็นกิจกรรมที่ไม่สัมพันธ์กัน เมื่อจิตใจของคุณกำลังหมกมุ่นกับรายการโทรทัศน์หรือการเปิดเว็บไซต์ คุณจะแทบไม่มีเวลาจดจ่อกับอาหาร ถ้าจะทานอาหารก็ให้ทานแค่อย่างเดียว อย่าทำอย่างอื่นไปด้วย
3. ไม่ควบคุมปริมาณอาหาร
ไม่ว่าคุณจะกำลังพยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีไหนก็ตาม สิ่งสำคัญ คือ ทานให้เพียงพอกับความต้องการ ทานให้พออิ่ม แต่ควบคุมตนเองอย่าให้ทานมากเกินไปด้วย เช่น หากต้องการทานพิซซ่า ก็ให้สัญญากับตัวเองว่าทานแค่ 1 ชิ้นก็พอ อย่าปล่อยตัวเองให้ทานชิ้นที่สองเด็ดขาด
4. สับสนระหว่างความหิวกับความกระหาย
หลายคนสับสนระหว่างความรู้สึกหิว กับ กระหาย ถ้าคุณเพิ่งทานอาหารเสร็จ แต่รู้สึกว่ายังทานไม่พอ Mara Z. Vitolins ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านสาธารณสุขศาสตร์ได้ให้ความเห็นว่า “ยากที่จะแยกระหว่างความรู้สึกหิวกับความรู้สึกกระหาย ถ้าหากคุณแยกไม่ออก ให้ลองดื่มน้ำเปล่า จากนั้นรอประมาณ 20-30 นาที เพื่อดูว่าคุณยังรู้สึกหิวอยู่หรือไม่…”
5. ทานสิ่งที่คนอื่นอยากทาน
หากคนใกล้ตัวคุณไม่ได้ใส่ใจเรื่องการลดน้ำหนัก การควบคุมอาหาร และยังทานมากเกินไปอยู่ ก็อาจจะยากหน่อยที่คุณจะบังคับตัวเองให้ทานอาหารหรือควบคุมอาหารตามเป้าหมายได้ คำแนะนำ คือ ลองใช้ส่วนผสมต่างๆ ของเมนูอย่างเดียวกับคนที่บ้านก็ได้ แต่ให้เปลี่ยนเป็นเมนูอื่นแทน ที่ดีต่อสุขภาพมากกว่า
6. จานและถ้วยของคุณใหญ่เกินไป
ทราบหรือไม่ว่าขนาดของจานหรือถ้วยที่คุณใช้ทานอาหารนั้น สามารถทำให้คุณทานเยอะเกินไปได้ด้วย นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Cornell เปิดเผยว่า ขนาดจานที่ดูใหญ่ จะทำให้ปริมาณอาหารที่คุณทานดูเล็กลงกว่าปกติ เมื่ออาหารดูเล็กหรือน้อยลง ก็อาจกระตุ้นให้คุณอยากทานมากขึ้นได้ง่าย ดังนั้นแทนที่จะใช้จานขนาดใหญ่ ลองเปลี่ยนใช้จานขนาดเล็กแทนจะดีกว่า
7. รู้สึกผิดเมื่อ
หลายคนอาจคิดว่า หากรู้สึกผิดเมื่อทานมาก ครั้งต่อไปคุณจะทานน้อยลงไปเอง บอกได้เลยว่านั่นเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะยิ่งคุณรู้สึกผิด ครั้งต่อไปคุณก็จะยิ่งเครียด และยิ่งทานอาหารมากขึ้นไปอีกต่างหาก
8. ไม่ทานของว่างเลย
หลายคนเชื่อว่าการทานของว่างนั้นไม่ดี และยังเชื่อด้วยว่าของว่างทุกชนิดนั้นไม่มีประโยชน์ แต่ความจริงแล้วของว่างหลายชนิดนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายและยังทำให้คุณบรรลุเป้าหายในการมีสุขภาพที่ดีได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ของว่าง จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายมีพลังงานมากขึ้นก่อนและหลังการออกกำลังกาย นอกจากนี้การทานของว่างที่มีประโยชน์ ระหว่างมื้ออาหารหนัก ยังช่วยลดพฤติกรรมการกินเยอะเกินไปอีกด้วย
9. ทานอาหารมากไปหลังออกกำลังกาย
หลังจากคุณออกกำลังอย่างหนัก ห้ามใช้การออกกำลังเป็นข้ออ้างในการยอมให้ตัวเองทานเยอะเด็ดขาด ของว่างที่คุณทานหลังออกกำลังกายไม่ควรมีพลังงานเกิน 150 แคลอรี่
10. ทานอาหารเพื่อระงับความเครียด
หลายคนทานเยอะขึ้นเพราะต้องการระงับความเครียด เข้าทำนองยิ่งเครียดก็ยิ่งกิน แถมยิ่งกินก็ยิ่งเครียดเข้าไปอีก การทำแบบนี้คุณจะยิ่งทานเยอะขึ้น แถมยิ่งอ้วนขึ้น ดังนั้น ให้จำไว้เสมอว่า ให้กินเฉพาะเวลาหิว อย่ากินแค่เพราะต้องการคลายเครียด
อ้างอิงจาก http://women.sanook.com/36869/

“แน่นอก” ต้องระวัง! สัญญาณร้ายเตือนภัยหัวใจวาย

นพ.ทวีศักดิ์ โชติวัฒนพงษ์ ศัลยแพทย์โรคหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า การเจ็บแน่นหน้าอกระหว่างออกกำลังกาย อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งจะมีอาการเจ็บแน่นบริเวณหน้าอกหรือเหนื่อยง่าย บางรายอาจเป็นแบบฉับพลันและรุนแรงจนทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือที่เรียกว่าหัวใจวาย ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตสูงหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและเหมาะสม ทั้งนี้ ในประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดประมาณปีละ 37,000 ราย
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมีการรักษาหลายรูปแบบ ทั้งการให้ยา การทำบอลลูนขยายหลอดเลือด หรือการผ่าตัดที่มีความปลอดภัยขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีก่อน เพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการรักษา คนไข้ต้องดูแลสุขภาพของตนเองควบคู่กันไป เช่น การรับประทานยา ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด รวมทั้งการออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และงดเว้นพฤติกรรมเสี่ยง อาทิ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา เป็นต้น
อ้างอิงจาก http://women.sanook.com/36909/

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ดวงตานั้นสำคัญไฉน

ถนอมคู่สวยให้ดูอ่อนเยาว์
นอกจากดวงตาจะเป็นหน้าต่างของหัวใจแล้ว ยังเป็นสัญญาณที่แสดงออกถึงความอ่อนล้าและความโรยราได้ชัดเจนที่สุด ดังนั้นเรามาถนอมดวงตาคู่สวยให้ดูอ่อนเยาว์เฉกเช่นเดียวกับการดูแลผิวกายและผิวหน้าให้สดใสกันดีกว่า
ดวงตาถือเป็นอวัยวะสำคัญที่มีบทบาทและมีคุณค่ามาก เรียกว่ากว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของสิ่งที่เราเรียนรู้ในชีวิต ล้วนมาจากการมองเห็นทั้งสิ้น การมองเห็นที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินชีวิต สายตาปกติเป็นผลของการที่แสงโฟกัสผ่านกระจกตา และเลนส์แก้วตา ลงพอดีที่จอประสาทตา แต่ถ้ากำลังการรวมแสงของตาไม่พอดีกับความยาวลูกตา จะเป็นผลทำให้การรวมแสงของตาตกไม่พอดีที่จอประสาทตา จึงเกิดภาวะสายตาผิดปกติได้
สาเหตุที่ทำให้เกิดอันตรายต่อดวงตา
หลายสาเหตุในชีวิตประจำวันของเราส่งผลทำให้เกิดอันตรายต่อดวงตาได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ จอโทรทัศน์ หรืออ่านหนังสือเป็นเวลานาน ทำให้ปวดตา เนื่องจากกล้ามเนื้อตาล้า หรือการเผชิญกับแสงแดดและแสงไฟจากอุปกรณ์ส่องสว่างมากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคทางตาได้สูงกว่าปกติ เช่น โรคต้อเนื้อ ต้อกระจกบางชนิด และโรคจอประสาทตาเสื่อม
นอกจากนี้ หากดวงตาสัมผัสโดนสารปนเปื้อนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น ควัน การใช้เครื่องสำอาง หรือสารเคมีในสระว่ายน้ำ อาจทำให้เกิดการระคายเคืองตา และมีอาการพร่ามัวได้ เช่นเดียวกับการใส่คอนแทคเลนส์ที่สกปรก หรือใส่ขณะนอนหลับ จะทำให้กระจกตาได้รับออกซิเจนน้อยลง เนื่องจากเปลือกตาปิด ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในการติดเชื้อมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น การพักผ่อนไม่เพียงพอ ทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ สูบบุหรี่จัด รวมถึงกรรมพันธุ์ ส่งผลต่อโรคทางดวงตาได้ทั้งสิ้น โดยผู้ที่ได้รับถ่ายทอดทางพันธุกรรมส่วนใหญ่มักจะแสดงอาการของโรคให้เห็นเมื่ออายุประมาณ 60 ปีขึ้นไป
จะเห็นว่าหลายๆ ปัจจัยเสี่ยงเป็นสิ่งที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้น เราจึงต้องรู้จักวิธีการดูแลรักษาและอยู่กับสิ่งเหล่านั้น โดยปลอดภัยต่อดวงตาของเรามากที่สุด
1. ควรพักสายตาจากการเพ่งมองหน้าจอต่างๆ ทุกๆ 20 นาที โดยหันไปมองสิ่งอื่น หรือที่ไกลๆซักประมาณ 20 วินาที จะช่วยป้องกันอาการปวดตา ตาล้า และตาแห้งได้ รวมทั้งการวางตำแหน่งคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม ตรง 10-20 องศาใต้ระดับสายตา รวมทั้งจัดแสงไฟภายในห้องให้พอดี เพื่อลดแสงสะท้อนและความไม่สบายตา
2. หากต้องสัมผัสแสงแดดจ้า แนะนำให้ใส่แว่นกันแดดทุกครั้ง โดยเฉพาะช่วงเวลา 10.00-14.00 น. เนื่องจากเป็น ช่วงที่รังสีอัลตราไวโอเลตมีความรุนแรงมากที่สุด ซึ่งเลนส์แว่นกันแดดต้องสามารถป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตได้ โดยเลนส์สีเทาจะทำให้เห็นภาพได้ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด
3. พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้ดวงตาระคายเคือง แต่หากสัมผัสไปโดน ควรล้างตาในน้ำสะอาด ไม่ควรใช้น้ำยา ล้างตา เนื่องจากดวงตาของเราผลิตน้ำตาตามธรรมชาติ เพื่อป้องกันและชะล้างสิ่งเหล่านี้ออกอยู่แล้ว หากใช้น้ำยาล้างตาอย่างต่อเนื่องจะทำให้ดวงตาสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไป
4. พักผ่อนให้เพียงพอ และทานผักผลไม้ที่เป็นประโยชน์ เน้นอาหารที่มีวิตามินเอ หรืออาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระประเภทลูทีน ซีแซนทีน จากพืชผักผลไม้ที่มีสีเขียวเข้มและสีเหลืองเช่น ผักคะน้า ผักปวยเล้ง ผักโขมและข้าวโพด ผลบลูเบอร์รี่ ซึ่งจะช่วยลดอันตรายจากอนุมูลอิสระในแสงแดดที่ทำลายจอตา และช่วยลดปัญหาตาบอดจากจอประสาทตาเสื่อมได้
สิ่งสุดท้ายที่สำคัญ แต่หลายๆคนอาจมองข้าม นั่นคือ การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ ซึ่งจะช่วยรักษาความชุมชื้นให้ดวงตา อาจเลือกน้ำแร่ธรรมชาติ 100 เปอร์เซนต์ที่ผ่านการกรองทางธรรมชาติ ซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุธรรมชาติที่มีประโยชน์หลายชนิด ที่สำคัญอย่าลืมไปตรวจสุขภาพตาทุกปี เพื่อถนอมดวงตาคู่สวยให้อยู่กับเราไปยาวนาน
อ้างอิงจาก http://women.sanook.com/36965/